วันพฤหัสบดีที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ไปขึ้นศาลเพื่อไกล่เกลี่ยกับ KTC


มาแล้วครับ มัวแต่ไปตะลอนกรุงเทพ

เช้าวันที่ ๑๑ กรกฏาคม ๒๕๕๕
ขี่จักรยานมาปากซอย แวะซื้อข้าวเหนี่ยวหมูฝอยไปกินที่ศาลแล้ว ต่อรถตู้สองต่อเพื่อไปศาลมีนบุรี

ฝนก็ตกรถก็ติด ลุ้นว่าจะไปถึงทันเวลา ๙ โมงหรือไม่

ถึงศาลตอน แปดโมงสี่สิบ เดินไปซื้อกาแฟกับนั่งกินข้าวเหนียวที่โรงอาหาร เสร็จแล้วก็ไปตรวจสอบรายชื่อคดีแพ่งของเราตามหมายเลขคดีดำ
นัดนี้เป็นนัดไกล่เกลี่ย เราก็ขึ้นไปชั้นแปด ซึ่งแต่ละห้องตั้งชื่อได้เข้ากับบรรยากาศมาก ผูกมิตร ๑ ผูกมิตร ๒

ไปถึงหน้าห้อง โชว์บัตรประชาชน ลงชื่อรรับบัตรคิว เราได้คิวที่ 30 ซึ่งเจ้าหน้าที่บอกว่าตอนเช้านี้จะมีด้วยกันทั้ังหมด 120 คดี ใครมาก่อนได้ไกล่เกลี่ยก่อน

ทั้งหมดนี้ส่วนใหญ่เป็น KTC เพราะวันนี้เป็นวันมหกรรมไกล่เกลี่ยของ KTC เจ้าหน้าที่ธนาคารว่าอย่างนั้น ไม่เคยรู้ว่าต้องมามหกรรม คนมากมายล้นที่นั่งขนาดนี้

เขาก็ให้เรารับเอกสารพร้อมบัตรคิว ไปนั่งรอนอกห้องด้านในเพื่อรอไกล่เกลี่ย
ทั้งหมด เป็น ลูกหนี้ KTC

พอถึงตาเรา เข้าไปในห้อง มีด้วยกันหลายโต๊ะ เป็นเจ้าหน้าที่ของธนาคารคุย

โดยมีเงือนไข คล้ายๆ เมนูให้เราเลือกดังต่อไปนี้
1. ผ่อน 36 งวด พร้อมดอกเบี้ย 7.5 % -ขั้นบันไดได้ แต่ต้องจ่ายให้ครบ
2. ผ่อน 12 งวด ไม่คิดดอกระหว่างผ่อน ได้ลดจากยอดฟ้องด้วย

เราก็ถามว่าช่วยคิดให้ดูหน่อยว่าแต่ละอันมันจะยังไง

ยอดหยุดเรา 147,000 ยอดฟ้อง 174,000
ถ้าผ่อน 36 งวด คิดต้นที่ 160,000 ดอก 7.5 คำนวณแล้วต้องจ่ายดอกอีกร่วม 20,000 บาท

ถ้า 12 งวด น้องเจ้าหน้าที่บอกว่า พี่ผ่อนเบาๆ ช่วงแรกแล้วไปผ่อนเยอะช่วงท้ายก็ได้ค่ะ คิดต้นให้ที่ 150,000
งั้น เรา เอา 8,000 สี่เดือน อีก แปดเดือน ขอไม่ต่ำกว่า 12,000 แล้วกัน แต่ไปเริ่มจ่ายสิ้นเดือนสิงหาคมนะ

เราเลยตกลงตามนี้ เพราะก่อนหน้านี้ เคยเสนอ ปิดจบที่ 160,000 งวดเดียวบ้าง ให้ผ่อน 36 งวด ดอก 10% บ้าง แต่ไม่เคยตกลง

ได้ความตามนี้แล้วก็ไปทำเอกสารทำยอมนะ ไม่ใช่ประนอมหนี้ ให้ผู้พิพากษาเซ็นต์ รับเอกสารแล้วก็กลับบ้าน


โต๊ะข้างๆ ตอนเจรจากัน มีทั้งยอมและไม่ยอม
ที่ไม่ยอมบอกว่า ธนาคารอื่นยังลดให้ และผ่อน สามสิบหกงวดไม่มีดอก เจ้าหน้าที่บอกว่า คนละธนาคารคนละนโยบาย ถ้าสู้คดีต่อไปก็แล้วแต่ดุลยพินิจของศาล


ที่เรายอมเพราะ เราอยากเจรจาสงบศึกกับตัวนี้ แล้วก็จะได้รับมือ กรุงศรีต่อไป ซึ่งเป็นใบสุดท้ายแล้ว
ชีวิตเราดำเนินต่อไป ใช้หนี้เขาไป เราจะได้ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ หมดความกังวล
เดือนนี้ได้เงินเดือนขึ้น แต่ไม่รุ้ว่าจะเป็นเท่าไหร่ แต่คิดว่าพอจ่ายจนตลดอรอดฝั่งเลยตกลงตามนี้

ไปศาลไม่น่ากลัว แต่คืนก่อนก็หวั่นๆนิดหน่อย แต่เอาเข้าจริง ก็ไม่มีอะไร

เป็นกำลังใจให้ทุกคนนะครับ
แนวทางการใช้หนี้ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และเงินในกระเป๋า
ตัวผม มีที่ดินหลายแปลงซึ่งพ่อแม่ยกให้ หน้าทีการงาน ก็ไม่อยากให้มีอายัดเงินเดือนเพราะจะทำให้ประวัติด่างพร้อย ส่งผลต่อความก้าวหน้าได้ครับ เลยเลือกแบบนี้

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น