วันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ตัวอย่างการติดเครดิตบูโรก็กู้ซื้อบ้านได้

จาก  http://www.consumerthai.org/debtclub/index.php?option=com_kunena&func=view&catid=5&id=27702&Itemid=52#27703

ทำไงดี เครดิตเสีย??? แย่แน่ๆ ??? แล้วต่อไปจะทำธุรกรรมทางการเงินได้ไหมเนี่ย ??? เชื่อว่าสมาชิกหน้าใหม่ๆหลายคนคงมีคำถาม ความกังวลเรื่องนี้อยู่ วันนี้ขอมาแชร์ประสบการณ์นะคะ


ก่อนอื่นขอทักทาย พี่ๆเพื่อนๆสมาชิกเก่าหน้าเดิมที่อาจพอจำกันได้ ทั้งรุ่นพี่รุ่นน้องนะคะ

รวมถึงสมาชิกใหม่ๆ ที่กำลังก้าวเข้ามาในวังวนของความเครียด เหนื่อย ล้า ซึ่งอยากบอกว่าอีกไม่นานมันจะผ่านไป และมันจะดีขึ้น เพราะเราก็เป็นคนนึงที่ผ่านมาแล้ว

เราไม่ได้เข้ามาที่นี่นานมากๆเกือบ 2 ปีได้เพราะมัววุ่นวายกับการรับภาระหนี้ก่อนใหญ่กว่าหนี้บัตรนั่นก็คือ หนี้ชีวิต ต้องดูแลเจ้าตัวน้อยที่เพิ่งเตาะแตะ ไหนจะงานที่กำลังวุ่นวายรุมเร้า

วันนี้โอกาสดี ลูกหลับ สามีหนีเที่ยว นึกคิดถึงชมรมขึ้นมา พอเข้ามาโอ้ววว คำถามเดิมๆ ยังว่อนอยู่ไปหมด นับถือน้ำมจกรรมการจริงๆนะจุดนี้ที่ยังตอบกันทุกวี่วัน

เราเคยเป็นคนนึงที่เป็นหนี้เหมือนทุกๆคนในนี้ ขอเล่าข้ามเลยแล้วกันว่าจับพลัดจับพลูหนี้งอกเงยมา 4 แสน จากบัตรเครดิต 8 ใบ เราก็มาหาข้อมูลในนี้แหละ แล้วก็ทำตามอย่างเคร่งครัด ตั้งแต่ปี 52 จนมาปิดหมดเอาเมื่อปี 54 ตัวเลขที่ใช้ปิดจำได้ไม่แน่ชัดนักขี้เกียจรวม เอาเป็นว่าอยู่ในเรตที่ไม่เดือดร้อนครอบครัว ชีวิตคล่องตัวขึ้นมากมาย แต่ประเด็นที่จะเล่ามันไม่ใช่เรื่องปิดหนี้ มันกำลังจะเริ่มเรื่องสร้างหนี้ต่างหาก 555

ในระหว่างปิดหนี้อย่างเมามันส์นั้น เจ้ากรรมดันท้องจ้า!!! ความกังวลเริ่มบังเกิด ไม่ใช่เพราะห่วงเรื่องสภาพการเงิน เพราะเจ้าตัวเล็กมาตอนที่เราเริ่มคล่องมือขึ้นมาบ้างแล้ว เรียกได้ว่าผ่านจุดวิกฤตมาแล้วระดับนึง เหลือหนี้อีกแค่ 3 ใบ ซึ่งมีเงินพอจะจ่ายได้แต่ยังอยู่ระหว่างต่อรองนั่นเอง


แต่ความกังวลที่บังเกิดคือเรื่องของคนเลี้ยงลูกต่างหาก เพราะเรากับสามีทำงานทั้งคู่ แถมยังบ้านที่ยังต้องผ่อนคงไม่สามารถออกมาเลี้ยงลูกได้ และประเด็นสำคัญคือยายอยากได้หลาน อากงกับยาย (พ่อแม่เรา ) อยากเป็นคนเลี้ยงลูกให้ แต่ให้มาอยู่กับเราแกก็ไม่มาเพราะแม่ยายไม่กินเส้นกับลูกเขย จะเอาลูกเราไปเลี้ยงที่บ้านเค้า ซึ่งแฟนเราก็ไม่ยอม ไปๆมาๆ เลยสรุปลงที่ต้องหาที่ให้ตากับยายเลี้ยงหลานออย่างสบายใจและใกล้เราพอที่จะ ไปรับส่งทุกวันได้ จึงนำมาซึ่งความคิดว่าจะซื้อบ้านอีกหลังให้ตายายอยู่ใกล้ๆกัน แต่....หนี้เก่ายังไม่หมดเลยหนี้ใหม่จะสร้างได้เหรออ???

เราตัดสินใจซื้อบ้านอีกหลังใกล้ๆกัน โดยเราเป็นคนกู้หลัก ( เพราะยายอยากให้เป็นชื่อเรา ) ตอนนั้นเรายังมีหนี้บัตรค้างอีก 3 ใบคือ HSBC , SCB , KTC

จึงเหลือธนาคารไม่กี่ที่ให้เราทำเรื่อง ( ของเก่าที่ปิดแล้วมี lotus ,central, citybank , bkk , SCB credit )

เราเลือกยื่นเอกสารไปที่ กสิกร อาคารสงเคราะห์ uob และ ไทยเครดิต ตอนยื่นเอกสารเราแนบใบปิดหนี้ไปเป็นปึกเลย แล้วก็ตามคาดทุกธนาคารต่างโทรมาสัมภาษณ์ว่าทำไมถึงมีหนี้เยอะแบบนี้ ทำไมมีใบปิดเต็มไปหมด เราก็แถไปว่าญาติเอาไปใช้แล้วหนี เราเป็นคนตามรับภาระ ใช้ให้จนหมด มีแต่บ้านที่เป็นของเราจริงๆ ซึ่งประวัติผ่อนชำระดีมาตลอดลองไปเช็คดู ( เรามีบ้านที่กู้กับ SCB ผ่อนประวัติดีอยู่ )

ขอท้าวความนิดนึงคือเรากับแฟนไม่ได้จดทะเบียน แฟนเราทำงานธนาคาร ด้านสินเชื่อรถ ตอนมีปัญหาเนื่องจากแฟนไท่ชอบทำธุรกรรมทางการเงินจึงไม่ค่อยมีบัตรเครดิตของ ตัวเอง มีแค่ 2 ใบ แต่ใบที่มักเอาไปใช้คือของเรา ดังนั้นหนี้ 8 ใบนั้นเป็นของเราเพียวๆ เพราะเราเลือกรักษาเครดิตแฟนไว้ ( โดยหน้าที่การงานแล้ว ไม่สามารถติดบูโรได้ ) ประวัติทางการเงินของเค้าจึงขาวสะอาด ยั่วน้ำลายพวกเซลล์ขายบัตร ขายสินเชื่อยิ่งนัก

ในที่สุดผลการกู้บ้านหลังที่สองในราคา 1.08 ล้าน ก็ออกมาดังนี้

1 กสิกร แจ้งว่าเราไม่ผ่าน เพราะประวัติเรายังไม่คลีน (ก็ยังเหลืออีก 3 ใบนี่นา ) ต่อรองไปว่าถ้าปิด 3 ใบนี้จะอนุมัติได้ไหม คำตอบคือ จะอนุโลมให้ใช้ใบปิดได้ก็ต่อเมื่อปิดมาแล้วไม่ต่ำำกว่า 1 ปีเท่านั้น สรุป คือ แห้วไป

2 อาคารสงเคราะห์ ขอคนกู้ร่วม เพราะเค้ามองภาระหนี้เราสูงเนื่องจากบ้านหลังแรกที่กู้ไว้เรากู้ร่วมกับสามี ผ่อนเดือนละ 16,000 ถ้าธนาคารอื่นจะคิดภาระหนี้เราแค่ 8,000 แต่อาคารสงเคราะห์คิดภาระหนี้เราที่ 16,000 เต็มจำนวน ดังนั้นเค้าจึงไม่สามารถอนุมัติตามยอดที่ขอกู้ได้ ยกเว้นว่าเราจะเอาแฟนเรามากู้ร่วม ซึ่งเราตกลงกันแล้วว่าบ้านหลังนี้จะเป็นชื่อเราคนเดียวจึงปฎิเสธไป แต่ทั้งนี้ธนาคารไม่ได้มีการพูดถึงเรื่องหนี้เก่าๆเลย

3 uob ( เรายังมีบัตรเครดิตและบัตรเงินสดของเจ้านี้ที่ยังขาวสะอาดอยู่เพราะไม่เคย ใช้เลยตั้งใจเก็บไว้เป็นบัตรสำรองฉุกเฉิน ) ธนาคารโทรมาแจ้งว่าเราต้องปิดบัตาที่เหลืออีก 3 ใบ และต้องหาคนกู้ร่วมเพราะวงเงินอนุมัติไม่พอ อนุมัติได้แค่ 8 แสน

4 ไทยเครดิต พระเอกจอมกล้าของเรา โทรมาแจ้งว่าขอให้เราปิดทุกใบที่เหลือ และให้แฟนเราไปเซ็นต์ค้ำประกัน ( ไม่ใช่กู้ร่วม ) เท่านั้น

ในที่สุดเราก็ได้บ้านหลังที่ 2 มาจนได้กับธนาคารไทยเครดิต แต่ดอกเบี้ยยอมรับว่าโหดได้ใจอยู่ 8% แต่คิดๆแล้วเราสองคนเอาอยู่ เพราะตอนนี้ภาระก็มีแค่ผ่อนบ้าน 2 หลังเดือนละ 24,200 เท่านั้น กับรายได้ที่มีเข้ามาเรียกได้ว่่าไม่เกินตัวจนเกินไป ในความโชคร้ายย่อมมีความโชคดีเสมอ เพราะไปๆมาๆ ดอกเบี้ย 8% ของไทยเครดิตที่ได้มา ก็ลดเหลือ 3% ตามนโยบายน้ำท่วม เฮ้ออออ ค่อยยังชั่ว

ในที่สุดจากการที่เราท้องก็ทำให้เราได้ปิดหนี้ได้หมด (หลังจากยื้อต่อรองกันด้วยความงกมานาน ) การเป็นหนี้ทำให้เราเรียนรู้การจัดการวินัยการเงินดีขึ้น หาเงินเก่งขึ้น เพราะทุกวันนี้แฟนเราจับนู้นขายนี่ เป็นรายได้เสริมด้วย เดือนนึงก็หลายอยู่ แต่เราก็ไม่ลืมที่จะกันเงินไว้เก็บทุกเดือน แล้วก็ให้รางวัลตัวเองบ้างตามความเหมาะสมแต่ไม่ฟุ้งเฟ้อเหมือนเดิม

ตอนนี้ชีวิตมีความสุขมาก แฟนกำลังจะก่อหนี้ใหม่อีกเฉียดล้าน แต่เป็นหนี้ที่ก่อนให้เกิดรายได้ ไม่ใช่หนี้ไร้สาระอย่างที่เคย เพราะเราคิดเยอะขึ้นมากๆๆๆ บัญชีนี่เรียกได้ว่าจดทุกเม็ด ทำจนเป็นนิสัยและก็คิดว่าจะปลูกฝังนิสัยนี้ไปให้เจ้าตัวแสบข้างๆด้วย

พ่อแม่ยอมเหนื่อย เพื่ออนาคตลูกจะได้สบาย เข้าใจแจ่มแจ้งเลยว่าความสุขที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่อาหารมื้อหรูๆ ของดีๆแพงๆ แต่เป็นการที่เราทำอะไรเพื่ออนาคตของคนที่เรารักและความรู้จักประมาณตนและ รู้จักการวางแผนที่ดีต่างหาก

อ้อ แถม เรื่องที่เรากล้าเสี่ยวยื่นกู้บ้านทั้งๆที่ติดบูโร ก็เพราะแฟนเราเป็นไฟแนนซ์รถยนต์ เจอลูกค้าจัดไฟแนนซ์ที่แนบใบปิดบ่อยมาก และโดยมากถ้าไม่ได้ติดกับแบงค์ตัวเองลูกค้ากลุ่มนี้มักจัดไฟแนนซ์ผ่านซะด้วย สิ อาจมีขอคนค้ำบ้าง ประบดอกขึ้น 20 สตางค์บ้าง แต่ก็ไม่เลวร้ายจนเกินไปนัก เราเลยกล้าที่จะลองเพราะคิดว่าถ้ารถทำได้ บ้านก็น่าจะทำได้ด้วย

ดังนั้น จงคิดเถอะว่าเราตัดสินใจทำแฮร์คัท เรายังมีโอกาสเริ่มใหม่ แต่ถ้าเรายังห่วงเครดิตหมุนทั้งๆที่หมุนไม่ได้อย่างนั้น เราจะไม่มีโอกาสเริ่มใหม่ได้เลย







ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น