ข้อเสียของการ“จ่ายหยอด”เพื่อเดินบัญชีหนี้บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด


ข้อเสียของการ“จ่ายหยอด”เพื่อเดินบัญชี

เมื่อลูกหนี้ทำการ“หยุดจ่าย”ในการชำระหนี้คืนให้กับเจ้าหนี้แล้ว มุขคำถามทวงหนี้แบบเดิมๆ ที่ใช้กันมาตลอดกับลูกหนี้ทุกคน และทุกครั้ง ในการโทรศัพท์มาทวงหนี้ก็คือ
-              ที่ผ่านมาติดขัดปัญหาอะไร?...ทำไมถึงไม่จ่าย?
-              เดือนนี้พอจะมีจ่ายให้ได้บ้างไหม?
-              จะจ่ายให้ได้เมื่อไหร่?
-              ถ้าไม่จ่ายก็จะโทรมาถามแบบนี้เรื่อยๆนั่นแหละ
-              วันนี้ คุณไปจ่ายให้สักงวดก่อนได้ไหม?...แต่ต้องห้ามเกินเย็นวันนี้นะ ไม่งั้นทางเราจะยกเลิกบัญชีของคุณ
-              คุณต้องไปจ่ายเงินเข้ามาสักงวดนึงก่อนนะ แล้วทางเราถึงจะสามารถทำส่วนลดหนี้ให้กับคุณได้ หากคุณไม่จ่ายเงินเข้ามาก่อน ทางเราก็ไม่สามารถทำเรื่องลดยอดหนี้ให้กับคุณได้
-              ตอนนี้คุณพอจะมีเงินสักพันนึงไหม? เอาไปจ่ายก่อนภายในวันนี้เลยนะ...ถ้ามีไม่ถึงพัน ก็จ่ายไปก่อนสักห้าร้อยก็ได้ หรือสามร้อยก็ได้...(โดยมักจะอ้างว่า)...เป็นการจ่ายเพื่อเดินบัญชี / จ่ายเพื่อรักษาบัญชี / จ่ายเพื่อรักษาประวัติ(จะได้ไม่ติด Blacklist) / จ่ายเพื่อเป็นการจองสิทธิ์สำหรับขอส่วนลดหนี้...เป็นต้น

ไอ้คำสุดท้ายที่มันพูดว่า “จ่ายไปก่อน เพื่อเดินบัญชี / เพื่อรักษาบัญชี / เพื่อรักษาประวัติ / เพื่อจองสิทธิ์ขอส่วนลดหนี้” นี่แหละ...ที่แสบสันต์ที่สุด

เพราะการจ่ายเงินเข้าไปเพียงเล็กน้อย ตามคำกล่าวอ้างของพวกมัน ซึ่งพวกเราในชมรมฯแห่งนี้เรียกวิธีการนี้ว่า “จ่ายหยอด”...อันจะเป็นข้อเสียอย่างใหญ่หลวงด้วยเหตุผลดังนี้


1.            เงินจำนวนที่จ่ายเข้าไปนี้ จะถูกนำไปหักจ่ายเป็น ค่าเบี้ยปรับ , ค่าจ่ายล่าช้า , ค่าทวงถามหนี้...เป็นลำดับแรก ถ้าหักแล้วยังมีเงินเหลืออยู่อีก ก็จะนำไปหักจ่ายเป็น ค่าดอกเบี้ยต่อไป...ซึ่งลูกหนี้จะสามารถรับรู้ได้เลยว่า“หนี้เงินต้น”ไม่ได้ลดลงเลย ไม่ว่าจะ“จ่ายหยอด”ไปกี่งวดก็ตาม

และยิ่งถ้าหากในกรณีที่ยอดหนี้สูงๆ(เป็นหลักหลายๆหมื่น หรือหลักแสน) แต่ดันไป“จ่ายหยอด”เพื่อเดินบัญชีแค่ 500.- , 300.- หรือ 200.-บาท
เงินพวกนี้ ถ้าเราจ่ายเข้าไป จะถูกมันนำไปหักเป็น “ค่าเบี้ยปรับล่าช้า” หรือ “ค่าทวงถามหนี้” เสียก่อนเลย (ซึ่งจะอยู่ที่ประมาณ 250 – 500 บาทต่อเดือน แล้วแต่สถาบันการเงินนั้นๆจะเป็นผู้กำหนด) เท่ากับว่าเงินที่จ่ายหยอดเข้าไปนี้ ไม่ได้ถูกนำไปหักชำระเป็นค่าใดๆเลย ไม่ว่าจะเป็นค่าดอกเบี้ยหรือเงินต้นก็ตาม(เพราะเงินพวกนี้จะถูกนำไปจ่ายเป็นค่า แ_d_ก เข้ากระเป๋าของไอ้พวกทวงหนี้มันก่อนเลย)...นี่คือที่มาของคำถามจากหลายๆคนที่ชอบถามว่า เงินที่จ่ายเข้าไปทุกๆเดือนๆละ 300 ถึง 500 บาท แต่ทำไมเงินต้นมันกลับไม่ลดลงเลย? แถมยังมีดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอีกด้วย


2.            ตามที่ผมเคยกล่าวเอาไว้ ในกระทู้ที่ชื่อ อายุความในการฟ้องร้อง คดีแพ่ง (หนี้เงิน)
อ้างอิงจาก Link นี้
www.debtclub.consumerthai.org/index.php?option=com_kunena&func=view&catid=7&id=813&Itemid=29

ที่ผมเขียนเอาไว้ว่า อายุความในการฟ้องสำหรับ "หนี้" ที่ผิดนัดชำระ...ให้นับจาก
วันที่ผิดนัดชำระครั้งสุดท้าย...จนถึงวันที่ฟ้องคดี

ดังนั้นการที่พวกมันพยามยามหว่านล้อมให้เรา“จ่ายหยอด”เงินเข้าไปเพียงบางส่วน โดยใช้คำอ้างที่สวยหรูว่า“จ่ายเพื่อเดินบัญชี”นั้น...จึงเป็นคำ“ตอแหล”ชัดๆ

เจตนาที่พวกมันต้องการจริงๆ ก็เพื่อการ“ต่ออายุความ”ให้ยืดออกไปนั่นเอง

เคยมีอยู่กรณีหนึ่ง...ลูกหนี้ที่เป็นสมาชิกท่านหนึ่งได้ทำการหยุดชำระหนี้บัตรเครดิตมานานเป็นเวลา 1ปี กับอีก11เดือนแล้ว โดยที่ผ่านมา ทางฝ่ายเจ้าหนี้มันก็ได้โทรมาทวงหนี้เป็นประจำทุกเดือนไม่เคยขาด จนกระทั่งเวลาผ่านล่วงเลยมาจนถึงปีกว่า(เกือบๆ 2ปี) เหตุเกิดจากการที่มันมีลูกหนี้เยอะมากหลายราย พวกมันจึง ทวงกันเพลิน-ทวงกันมันส์...ไปเรื่อยเปื่อย...จนลืมดูไปว่าหนี้ตัวไหนที่มันใกล้จะขาดอายุความแล้ว (หนี้บัตรเครดิตมีอายุความ 2 ปี ตาม Link ที่ผมทำไว้ให้ดูในด้านบน)
พอทางฝ่ายเจ้าหนี้มันเริ่มหันกลับมาดูระยะเวลาที่ผ่านไป และเพิ่งเริ่มรู้ตัว เพิ่งมาเห็นว่า หนี้ตัวนี้-หนี้ตัวนั้น ใกล้จะขาดอายุความแล้วนะ ซึ่งอาจส่งผลทำให้มันส่งเรื่องฟ้องศาลไม่ทัน เพราะเหลือเวลาน้อยเต็มที เพราะกว่าจะพิมพ์สำนวนฟ้อง , กว่าจะแนบ เอกสาร/หลักฐาน ต่างๆประกอบหมายฟ้องให้ครบ , กว่าจะส่งเรื่องให้ศาลประทับรับฟ้องอีก อาจใช้เวลานานเกินกว่า1เดือน (เพราะโดยปกติพวกมันก็ทำสำนวนฟ้องแทบจะไม่ทันอยู่แล้ว อันเนื่องมาจากจำนวนลูกหนี้ที่มีเยอะมาก จนทำให้เกิดกรณีประเภทลูกหนี้ที่“ขาดอายุความ”ไปก็มากมายหลายราย)

ดังนั้น มันก็จะเริ่มใช้มุขทวงหนี้ที่ว่า กรุณาจ่ายเดินบัญชีเข้ามาก่อนสักเล็กน้อยจะได้ไหม?...สัก 500.-บาทก็ยังดี หรือถ้าไม่มีจริงๆก็จ่ายเข้ามาสัก 100.-บาทก็ได้ เพื่อแสดงเจตนาว่าคุณยังต้องการชำระหนี้อยู่ เดี๋ยวทางเราจะได้ทำเรื่องขอส่วนลด(Hair cut)ในราคางามๆไปให้ทางผู้บริหารอนุมัติ เนื่องจากคุณเป็นลูกหนี้ที่ยังมีเจตนาในการจ่ายที่ดี แล้วทางเราก็จะไม่ทวงหนี้กับคุณอีกเลยภายในเดือนนี้ หากคุณจ่ายเดินบัญชีเข้ามาให้เราตามนี้

แล้วสมาชิกท่านนั้นก็หลงเชื่อ จ่ายเงินเข้าไป 100.-บาท ตามที่มันบอก

เท่านั้นแหละครับ...เสร็จมันเลย !!!

เพราะระยะเวลาที่สมาชิกท่านนี้อุตส่าห์อดทนสะสม ในการหยุดจ่ายมาเป็นเวลาตั้ง 1ปี กับอีก 11เดือน

อีกเดือนเดียวแท้ๆ...หนี้ตัวนี้ก็จะขาดอายุความไปแล้ว

แต่ระยะเวลาทั้งหมดกลับมาถูกเคลียร์(Reset)ใหม่...ให้เป็น“ศูนย์”อีกครั้ง
โดยให้เริ่มนับหนึ่งกันใหม่จากการไปชำระหนี้ในครั้งนี้ ซึ่งเป็นไปตามที่ผมเขียนเอาไว้ว่า
อายุความในการฟ้องสำหรับ "หนี้" ที่ผิดนัดชำระ...ให้นับจาก
วันที่ผิดนัดชำระครั้งสุดท้าย...จนถึงวันที่ฟ้องคดี

ดังนั้นทางฝ่ายเจ้าหนี้มันก็ยิ้มได้อย่างสบายใจเฉิบไปเลย...เพราะว่ามันยังมีเวลาที่ในการทำเรื่องส่งฟ้องศาลอีกตั้งสองปี อันเนื่องมาจากการไปจ่ายชำระเงิน(จ่ายหยอด)ดังกล่าว ซึ่งส่งผลทำให้ต้องมาเริ่มนับอายุความกันใหม่อีกครั้ง


3.            การชำระเงินด้วยวิธีการ“จ่ายหยอด”เข้าไปแบบนี้ ในทางกฏหมายจะถูกมองว่า ลูกหนี้(จำเลย)ยินดีถือว่าการเรียกเก็บเงิน ค่าเบี้ยปรับล่าช้า , ค่าติดตามทวงหนี้ ที่ทางฝ่ายเจ้าหนี้เรียกเก็บมาทั้งหมดนั้น เป็นสิ่งที่ลูกหนี้พอใจและเป็นเรื่องที่ถูกต้อง

ดังนั้นหากเมื่อขึ้นศาลเพื่อต่อสู้คดีความกัน โดยทางฝ่ายลูกหนี้ไปแย้งในชั้นศาลว่า เงินค่า“จ่ายหยอด” ที่ลูกหนี้จ่ายเข้าไปเป็นระยะๆนั้น เจ้าหนี้คิดผิดกฏหมาย , มันไม่ถูกต้อง , ฝ่ายเจ้าหนี้ โกง/เอาเปรียบ เพราะเอาไปหักชำระเป็นเงินค่าปรับล่าช้าและค่าทวงถามหนี้เสียหมด
แล้วถ้าทางฝ่ายโจทก์(เจ้าหนี้)แย้งกลับมาว่า ทางโจทก์ก็ทำแบบนี้กับลูกหนี้ทุกรายนั่นแหละ ถ้าหากจำเลยไม่พอใจ และเห็นว่า เป็นการเอาเปรียบ , เป็นการไม่ถูกต้อง...แล้วจำเลยจ่ายเข้ามาทำไม?
การที่จำเลยจ่ายชำระเข้ามาเช่นนี้มาโดยตลอด ย่อมแสดงถึงว่า จำเลยยอมรับว่าการเรียกเก็บเงินและการนำไปหักชำระเป็น ค่าปรับล่าช้าและค่าทวงถามหนี้นั้น เป็นสิ่งที่ถูกต้อง จำเลยพอใจและยินดีต่อการกระทำดังกล่าวของโจทก์ เพราะถ้าไม่เช่นนั้น จำเลยจะจ่ายชำระเข้ามาแบบนี้ เป็นระยะๆมาโดยตลอดทำไม?...ทำไมจำเลยจึงไม่แย้ง?...และหยุดจ่ายชำระเสีย

*** จำเอาไว้เป็นบทเรียนเลยนะครับ ***



ดังนั้น...ถ้าหากคุณคิดว่ามีเงินเหลือ พอเพียงที่จะ“จ่ายหยอด”ตามคำตอแหลของมันได้...ผมขอแนะนำว่า
- เก็บเงินจำนวนนี้ สะสมเอาไว้ทำ Hair cut เสียเถอะครับ
- หรือ ให้คุณเอาเงินจำนวนนี้ ไปซื้อเป็น ขนม/ของเล่น ให้ลูก-ให้หลาน ของคุณจะดีกว่า
- หรือ เอาเงินจำนวนนี้ไปทำบุญทำทาน ตามวัด-ตามวา ก็ได้บุญ-ได้กุศลดี
- หรือ เอาเงินจำนวนนี้ นำไปซื้อเป็นอาหารสัตว์ เอาไว้เลี้ยงพวกหมาแมวที่อดอยากจรจัด ก็จะเป็นการทำทานที่ดีมาก

อย่างน้อยคุณก็ยังได้บุญกุศลและความสบายใจกลับคืนมา ไม่มากก็น้อย

ยังดีเสียกว่าที่จะเอาเงินจำนวนนี้ ไปยกถวายให้กับพวกเปรตขอส่วนบุญ หรือ“สัมภเวสี”อย่างพวกมัน...เสียดายตังค์เปล่าๆ

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ประสบการณ์จริงคนขึ้นศาลคดี Easybuy

ประสบการณ์ไปศาลคดี บัตรเครดิต UOB

แนวทางรับมือเมื่อได้รับหมายศาลแบบบ้านๆ โดยคุณแก้วจ๋า ชมรมหนี้บัตรเครดิต