วันพุธที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ซื้อประกันเท่าไหร่จึงจะพอดี



ซื้อประกันเท่าไหร่ถึงจะพอดี ไม่มากจนเกินเป็นภาระเกินไป
อันนี้เอามาจากรายการวิทยุที่ได้ฟัง เขาบอกว่าให้ ทำรายการทรัพย์สินทั้งหมด เช่น บ้าน ที่ดิน หุ้น พันธบัตร เงินสด ทองคำ รถ  แล้วลบด้วยหนี้สินทั้งหมด เช่น หนี้บ้าน หนี้รถ หนี้บัตรเครดิต จะเหลือทรัพย์สินสุทธิเท่าไหร่
ตัวอย่างเช่น
คุณเจมส์จิ อายุ 30 ปี คือกำลังหลักของครอบครัว มีทรัพย์สิน 2 ล้านบาท มีภาระผ่อนบ้าน ยอดหนี้บ้าน 3 ล้านบาท  มีพ่อแม่ไม่รายได้อะไรเพราะเกษียณแล้ว อายุ 65 และ 63 ปี มีภรรยาซึ่งมีรายได้ต่อปี 600,000 บาท มีลูก 1 คน อายุ 3 ขวบ มีค่าใช้จ่ายต่อเดือน 50,000 บาท 
การทำประกันที่ดีนั้น ต้องไม่ทำมากเกินไป เพราะเป็นภาระผูกพันระยะยาว 5- 15 ปีที่ต้องส่งเบี้ยประกันทุกๆปี
แต่ไม่ควรทำน้อยเกินไป เพราะถ้าเกิดอะไรที่ไม่คาดคิดกับรายได้หลัก จะมีคนเดือดร้อนอีกหลายคน
เช่น ถ้าคุณเจมส์จิ ตาย บ้านไม่มีประกันก็อาจโดนยึดขายทอดตลาด พ่อแม่ก็ลำบาก จะเอาอะไรกิน เจ็บไข้ได้ป่วย จะเอาเงินที่ไหนไปรักษา
ลูกก็ต้องลำบาก กำลังเล็ก ไหนจะต้องเข้าโรงเรียน ก็ต้องใช้เงินเพื่อการศึกษาเล่าเรียนอีก

เรามาคิดทุนประกันที่เหมาะสม แบบกันพลาดกัน
ตามสูตรเขาแนะนำว่าควรให้ทุนประกัน คือเงินชดเชยเมื่อตาย หรือ พิการทำมาหากินไม่ได้ควรจะครอบคลุม รายจ่ายต่อปี 3-4 ปี ถ้าครอบครัวคุณเจมส์จิมีรายจ่าย 50,000 บาทต่อเดือน หรือ 600,000 บาทต่อปี ก็ควรมีทุนประกันที่คุ้มครองประมาณ 2.4- ล้านบาท ทำไมต้อง 3 ปี เพราะว่า ระยะเวลา 3 ปี โดยทั่วไปเป็นระยะเวลาที่เหมาะสมที่ครอบครัวควรจะปรับตัวได้แล้ว 

ที่นี้ ถ้าคุณตายแล้วไม่มีใครเดือดร้อน พ่อแม่มีเงินเก็บ หรือมีทรัพย์สินให้เก็บกินไปจนตาย หรือว่ามีเงินให้ลุกเรียนจนจบ
คุณก็ไม่จำเป็นต้องทำประกันมากมาย เพราะว่าไม่คุ้มครับ เอาเงินไปลงทุนอย่างอื่นที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า

การซื้อประกันเหมือนเราเอาความเสี่ยงออกไปให้บริษัทประกัน
เป็นการใช้เงินน้อยเพื่อรักษาเงินใหญ่ 
บางคนอุตส่าห์เก็บเงินมาตลอดชีวิต สมมติว่าได้ 4 ล้านบาท  แต่เกิดเป็นมะเร็ง หรือโรคเรื้อรัง หรือต้องผ่าตัด หมดเงินไป 3 ล้าน โดยไม่มีประกันมาช่วยดูดซับความเสี่ยงและความซวยนี้อีกไป เหลือเงินแค่ ล้านเดียว  หรือบางรายอาจไม่พอเลย
ลองหาประกันที่เหมาะสมกับตัวเองดูนะครับ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น